blood donate header

blood donate 01

บริจาคโลหิตดีอย่างไร?

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย ทรงมีพระราชดำรัสถึงผู้บริจากโลหิตว่า “โลหิตเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การบริจาคโลหิตจึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิตเป็นทานสูงสุด ควรยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง การที่ประชาชนชาวไทยมีศรัทธาบำเพ็ญประโยชน์อย่างเดียวกันนี้แสดงว่าทุกคนมี จิตใจเป็นกุศลถือตนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มีหน้าที่ที่จะอนุเคราะห์กันและกัน นอกจากนี้การบริจาคโลหิตยังถือว่าเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถช่วย ชีวิตเพื่อนมนุษย์ ที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะฉนั้น ผู้บริจาคโลหิตทุกคน จึงถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละควรแก่การยกย่องและสรรเสริญ”

ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต

  • ได้รับความภูมิใจที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายเพื่อเป็นสาธรณประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสุขใจ
  • ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุก 3 เดือน
  • ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเอง ทั้งระบบ เอ บี โอ และระบบ อาร์เอช
  • โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ เหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี, เอดส์และอื่นๆ

ทำไมต้องมีการบริจาคโลหิต

โลหิตเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงรักษาชิวิตมนุษย์ ให้อยู่รอด นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นคว้ามาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการหาสารประกอบอื่นๆ ที่มาทดแทนโลหิตได้ เมื่อยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือ โรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยโลหิต จึงจำเป็นต้องรับบริจาคโลหิตจากบุคคลหนึ่งเพื่อนำไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เพื่อช่วยให้ทันท่วงทีนั่นเอง

ความจำเป็นต้องใช้โลหิต โลหิต 77% ที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่สูญเสียไป ในภาวะต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร การคลอดบุตร ฯลฯ อีก 23 % เป็นการนำโลหิตไปใช้เฉพาะโรค อาทิ โรคโลหิตจาง(ธาลัสซีเมีย) เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น

blood donate

ขั้นตอนการบริจาคโลหิต

  1. กรอกประวัติข้อมูลเบื้องต้น
  2. ตรวจวัดความดัน/ซักประวัติผู้บริจาค
  3. ตรวจความเข้มของโลหิต และตรวจหมู่โลหิต
  4. ลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิต
  5. เจาะเก็บโลหิต หลังบริจาคโลหิตเรียบร้อยแล้ว นอนบนเตียงประมาณ 5 นาที
  6. ทานอาหารว่างตามที่ จนท. จัดเตรียมไว้ให้

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต

  • มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
  • อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 70 ปีบริบูรณ์
    ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี
    ถ้าอายุ 17 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง
    ถ้าอายุ 60-70 ปี ต้องมีหนังสือรับรองจากแพทย์
  • มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ
  • ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
  • สตรีไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

  • นอนหลับให้เพียงพอ ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
  • รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
  • ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณ โลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต
  • ไม่มีอาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรืออื่นๆ

ขณะบริจาคโลหิต

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
  • เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ที่สามารถให้โลหิตไหลลงถุงได้ดี ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า
  • ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล
  • ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคโลหิต
  • ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการ ผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
  • หลังบริจาคโลหิตเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง

หลังบริจาคโลหิต

  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
  • หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
  • ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
  • ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

ในปีพุทธศักราช 2554 นี้ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมทำดีด้วยการบริจาคโลหิต ในโครงการ "ประชาชนชาวไทยทำความดี บริจาคโลหิตถวายพ่อของแผ่นดิน" เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช องค์ราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2554

award blood

บริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดรับบริจาคโลหิตทุกวัน ยกเว้นวันที่ 1 มกราคม ของทุกปีปิดทำการ

  • จันทร์, พุธ, ศุกร์ เวลา 08.00-16.30 น.
  • อังคาร, พฤหัสบดี เวลา 07.30-19.30 น.
  • เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-15.30 น.

หรือติดต่อขอทีมงานออกรับบริจาคโลหิตที่หน่วยงานท่าน โทร. 0 2252 1637, 0 2263 9600 ต่อ 1770, 1771 หรือติดต่อที่เหล่ากาชาดจังหวัดทุกจังหวัด

สำหรับพี่น้อง ประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี สามารถติดต่อขอบริจาคได้ที่

  • เหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี
  • โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7

blood reserv